ยอดร้านอาหารโตไว แค่รู้จักใช้ App Food Delivery

ยอดร้านอาหารโตไว แค่รู้จักใช้ App Food Delivery

Share on facebook
Share on twitter
Share on email

ยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นเรื่องสำคัญคอขาดบาดตายที่ “ร้านอาหาร” ทุกร้านควรหาวิธีการมาทำให้ประสบความสำเร็จให้ได้ เพราะเป็นหนึ่งในกลไกที่จะทำให้ร้านค้าของเราประสบความสำเร็จและเติบโตขึ้นได้เรื่อยๆ ทั้งนี้ ในยุคปัจจุบันที่ผู้คนรักความสะดวกสบาย และมีร้านอาหารเราไม่สามารถไปเปิดสาขามากมายให้กับทุกครัวเรือนได้ ก็มี App Food Delivery นี่แหละ ที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มยอดขายให้กับร้านเราแบบง่ายๆ ด้วย 3 สเต็ปขั้นตอนคือ เปิดแอป คลิ๊กสั่ง แล้วก็รอรับอาหาร ซึ่งไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถเลือกทานอาหารร้านเราได้โดยไม่ต้องเสียเวลานั่งรถมาที่ร้านเราเลย

ข้อดีของการที่ร้านอาหารเราเป็นพาร์ทเนอร์กับแอป Food Delivery นั้น มีหลายข้อด้วยกัน ดังนี้

1. สามารถช่วยให้ร้านอาหารเราเพิ่มยอดขายได้ทันทีโดยบาง App ก็ไม่มีค่าใช้จ่าย บาง App ก็มีค่าใช้จ่ายบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นการเพิ่มช่องทางรายได้ให้เติบโตได้
2. สามารถใช้ App Food Delivery เป็นช่องทางในการโปรโมทร้าน โปรโมทเมนูดังได้ ซึ่งแต่ละ App ดังๆ มีผู้ใช้หลายสิบล้านคน ทำให้ร้านค้าของเรามีโอกาสได้รับการเข้าถึงและเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ขยายฐานลูกค้าได้กว้างมากขึ้น โดยไม่มีต้นทุน หรือมีต้นทุนในการดำเนินการที่น้อยกว่าการใช้งบทางการตลาดทั่วไป
3. ทำให้ร้านอาหารของเรามีบริการ Delivery ได้โดยไม่ต้องจ้างพนักงาน ไม่มีต้นทุนเงินเดือนพนักงาน ซึ่งถือเป็น Service เป็นการบริการที่ทำให้ร้านของเราสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าได้มากขึ้น
4. สามารถจัดโปรโมชั่นร่วมกับทาง App Food Delivery ได้ เพื่อกระตุ้นยอดขาย หรือสร้างกระแสความรับรู้ให้กับร้านค้าของตัวเอง ซึ่งสะดวก สบาย และง่ายกว่ามาก เพราะมีผู้ช่วยดำเนินการให้

ทั้งนี้ รายละเอียดในการสมัครเป็นพาร์ทเนอร์กับ App Food Delivery นั้น ในแต่ละ App ก็จะมีกฎระเบียบและเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป แต่ก็สามารถทำได้ง่ายๆ ซึ่งวันนี้ เราได้รวบรวมนำมาให้ศึกษากัน 4 App ที่ดัง ฮิต และมีผู้ใช้งานมากที่สุดในลำดับต้นๆ ของประเทศ ดังต่อไปนี้

1.Wongnai x LINE MAN Delivery
วิธีขอใช้บริการเพื่อรับออเดอร์เดลิเวอรีของ LINE MAN ฟรี มีรายละเอียดขั้นตอน ดังนี้

1.เข้ามาที่เว็บไซต์ http://business.wongnai.com/restaurant-management-system/ แล้วเลือกสมัครใช้งาน RMS : Restaurant Management System

2.กรอกชื่อร้านค้าของเราเพื่อทำการสมัคร แต่ในกรณีที่เป็นการเปิดสาขาใหม่ ให้เลือก คลิกที่นี่ เพื่อใส่ข้อมูลเอง แล้วกรอกรายละเอียดร้านค้าเพื่อส่งข้อมูลสำหรับรอการพิจารณา

3.เมื่อกรอกรายละเอียดเรียบร้อยแล้วก็กด “ลงทะเบียน”และรอเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับทาง E-mail ทั้งนี้หากมีปัญหาในการลงทะเบียนสามารถสอบถามเพิ่มเติม ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-821-5788

Note : ความพิเศษของการสมัครบริการนี้ คือ ไม่มีค่าใช้จ่ายทั้งในการสมัครและการให้บริการ โดยทางร้านค้าจะไม่ถูกหักเปอร์เซ็นต์ใดๆ ทั้งสิ้น พูดง่ายๆ คือ เมื่อเราสมัครเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็บอกกับลูกค้าเราได้ว่า สามารถสั่งอาหารเราผ่าน App Line Man ได้ ลูกค้าก็จะไปเสิร์ชร้านเราในแอป แล้วกดสั่งอาหาร พนักงานไลน์แมนจะโทรคุยกับร้านเราว่าค่าอาหารเท่าไร จากนั้น เขาก็จะบวกค่าส่งที่เขาต้องได้รับ แล้วส่งคำสั่งไปให้ลูกค้ายืนยัน ถ้าลูกค้ายืนยัน ไลน์แมนจะมารับอาหารที่ร้านเรา จ่ายเงินเรา โดยที่ร้านไม่เสียค่าบริการอะไรเลย แล้วก็เอาอาหารไปส่งให้ลูกค้า นับว่าเป็นช่องทางในการทำให้ร้านค้าเพิ่มยอดขายได้อย่างดีอีกหนึ่งช่องทาง และเหมาะอย่างยิ่งกับร้านเปิดใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานส่งอาหารเอง แต่ไปขึ้นทะเบียนเอาไว้กับ Line Man

2.Grab Food
วิธีขอใช้บริการเพื่อรับออเดอร์เดลิเวอรีของ Grab Food มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

1.เข้าไปที่เว็บไซต์ https://www.grab.com/th/merchant/food/ แล้วกรอกรายละเอียดการเข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ร้านอาหารกับเรา โดยเป็นการสมัครฟรี ไม่มีค่าแรกเข้า

2.หลังจากกรอกรายละเอียดแล้ว ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไป เพื่อนัดหมายเซ็นเอกสารสัญญาให้เสร็จสิ้น

3.ทางร้านอาหารจะต้องส่งมอบเมนูอาหาร รายละเอียด และเอกสารต่างๆ เพื่อทำการอัพโหลดขึ้นทางหน้า App Grab Food โดยเอกสารที่ใช้ในการทำสัญญา ได้แก่

ร้านค้าประเภทนิติบุคคล

1. สำเนาหนังสือรับรองบริษัท ที่ออกโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
(โดยวันที่ออกหนังสือรับรองจะต้องไม่เกินระยะเวลา 3 เดือน นับจาก วันที่มีผลบังคับใช้)
2. ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20)
3. หนังสือมอบอำนาจ ในกรณีที่ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในสัญญา
มิได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจตามที่ปรากฏในหนังสือรับรองบริษัท
4. สำเนาบัตรประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจในการลงลายมือ
หรือ สำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ

ร้านค้าประเภทบุคคลธรรมดา

1. สำเนาบัตรประชำชนของเจ้าของร้าน
2. ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) (หากมี)

ทั้งนิติบุคคลและร้านบุคคลธรรมดา หากมี ใบรับรองมาตรฐานอาหารฮาลาล ก็สามารถแนบประกอบการส่งเอกสารด้วยได้เพื่อทำการประชาสัมพันธ์ได้อย่างชัดเจน

ข้อควรรู้เบื้องต้นกับการเป็นพาร์ทเนอร์กับ Grab Food
• GrabFood มีการเก็บค่าบริการรายเดือน คิดเป็นเปอร์เซ็นจากยอดขายผ่านแกร็บฟู้ดเท่านั้น
• และไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมเรียกเข้าแต่อย่างใด
• ราคาอาหารใน Grab Food บางร้านจะมการบวกราคาเพิ่ม
ทำให้ราคาหน้าร้านกับราคาใน App ไม่ตรงกัน
• ต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่แกร็บฟู้ด โทร 02-021-2515 ทุกวัน 08.00 น. – 24.00 น.
• ติดตามรายละเอียดที่ควรรู้อื่นๆ ได้ที่ https://help.grab.com/merchant/th-th/360001717951

3.Get Food
วิธีขอใช้บริการเพื่อรับออเดอร์เดลิเวอรีของ Get Food มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

1.เข้าเว็บไซต์ https://www.getthailand.com/ แล้วคลิกที่เมนู “ร้านอาหาร” มุมบนขวา เพื่อ เข้าสู่หน้าลงทะเบียนร้านค้าสำหรับเป็นพาร์ทเนอร์

2.กรอกรายละเอียดข้อมูลทั่วไปร้านค้าให้ครบถ้วน แนบรูปภาพหน้าร้าน และระบุรหัสผ่าน 4 หลักเพื่อใช้ยืนยันตัวตน เพื่อติดต่อกับเจ้าหน้าที่ หลังจากนั้นกด “หน้าถัดไป”

READ  ทำ Content ร้านอาหารอย่างไร ให้คนติดใจจนลูกค้าแน่นร้าน

3.กรอกรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ วัน เวลา เปิด ปิด ร้าน และอัพโหลดเมนูของร้านเข้าสู่ระบบการพิจารณา โดยเมื่อกรอกเรียบร้อยแล้วก็กด “หน้าถัดไป”

4.ในหน้าสุดท้ายนี้จะเป็นการลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมงานสัมมนาของทาง Get Food “เคล็ดลับจากร้อยสู่ล้าน ก้าวไปด้วยกันกับ Get Food” ซึ่งจะมีสิทธิพิเศษ และรายละเอียดที่ควรรู้สำหรับร้านค้ามากมาย โดยจัดเป็นรอบๆ  หากสนใจเข้าร่วมก็สามารถกรอกรายละเอียดได้เลย ทั้งนี้ จะมีรายละเอียดของเอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการเป็นพาร์ทเนอร์เอาไว้ให้ทางร้านเตรียมด้วย ซึ่งเมื่อกรอกข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ก็กด Submit Data และรอเจ้าหน้าทิ่ติดต่อกลับ

เอกสารสำหรับใช้เพื่อการสมัครเป็น GET FOOD PARTNER ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล

ในกรณีเป็นบุคคลธรรมดา ต้องมีเอกสารของเจ้าของร้านค้า ดังนี้

1. สำเนาบัตรประชาชนทั้งด้านหน้า และหลังบัตร
2. ลายมือชื่อ
3. สำเนาบัญชีธนาคารประเภทออมทรัพย์ หรือ กระแสรายวัน
4. สำเนาใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ซึ่งออกให้โดยกรมสรรพากร (ถ้ามี)

ในกรณีเป็นนิติบุคคล ต้องมีเอกสารของผู้มีอำนาจในการจัดการ ดังนี้

1. สำเนาบัตรประชาชนทั้งด้านหน้า และหลังบัตร
2. ลายมือชื่อ
3. สำเนาบัญชีธนาคารประเภทออมทรัพย์ หรือ กระแสรายวัน (เป็นบัญชีในนามของนิติบุคคล)
4. สำเนาใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ซึ่งออกให้โดยกรมสรรพากร (ถ้ามี)
5. สำเนาทะเบียนพาณิชย์หรือทะเบียนการค้าโดยจดทะเบียน (ถ้ามี)
6. สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด หนังสือจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญ
7. (ตรวจสอบว่ากำหนดให้ใครเป็นผู้มีอำนาจในการจัดการนิติบุคคล)

ข้อควรรู้เบื้องต้นกับการเป็นพาร์ทเนอร์กับ Get Food
• ให้บริการ 24 ชั่วโมง
• ราคาอาหารตรงกับหน้าร้าน เนื่องจาก เก็บค่าบริการอาหารตามจริง แล้วบวกค่าจัดส่งตามระยะทางจริง ซึ่งจะเหมือน Line Man แต่จะต่างจาก Grab Food ที่ค่าอาหารจะมีการบวกเพิ่ม

4.Food Panda
วิธีขอใช้บริการเพื่อรับออเดอร์เดลิเวอรีของ Food Panda มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

1.เข้าไปที่เว็บไซต์ https://www.foodpanda.co.th/th/?r=1 จากนั้นเลื่อนลงมาคลิกสมัครบริการ “เปิดร้านของคุณในบริการของ Food Panda” เพื่อเข้าไปกรอกรายละเอียดการสมัครเป็นพาร์ทเนอร์

2.กรอกรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับร้านอาหารของเราให้ครบถ้วน พร้อมอัพโหลดเมนูอาหารที่ราคาตามจริง เพื่อส่งข้อมูลให้กับทางเจ้าหน้าที่พิจารณาติดต่อกลับ

3.เมื่อทาง Food Panda อนุมัติการสมัครของร้านเราแล้ว ทางร้านจะได้รับหนังสือสัญญาจาก Food Panda ซึ่งหลังจากนั้น จะเข้าสู่ช่วงของการตกลงเซ็นสัญญา

4.เมื่อทำการตกลงเซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเมนูอาหาร และราคาให้ของอาหารแต่ละเมนูให้ถูกต้องครบถ้วน

5.เมื่อเมนูได้รับการตรวจสอบแล้ว ร้านอาหารจะได้รับแท็บเล็ตจากทาง Food Panda พร้อมได้รับคำแนะนำในการใช้งานแท็บเล็ต

6.เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ ร้านค้าของเรา ก็จะออนไลน์อยู่บน App Food Panda และสามารถให้บริการได้เลย

ข้อควรรู้เบื้องต้นกับการเป็นพาร์ทเนอร์กับ Food Panda
• Food Panda จะคิดค่าคอมมิชชัน 35% จากมูลค่าของออเดอร์ทั้งหมดที่สั่งผ่านทาง Food Panda สำหรับออเดอร์ที่ชำระผ่านบัตรเครดิต จะทำการละเว้นค่าธรรมเนียม 3% ให้
• ร้านค้าที่ใช้บริการผ่าน Food Panda จะต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้ไม่ได้เป็นร้านที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจาก Food Panda เป็นบริษัทที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยภาษีมูลค่าเพิ่มจะถูกคำนวณจากค่าคอมมิชชั่นที่ทางร้านจะต้องจ่ายเรา (ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกค้าออเดอร์ 100 บาท (ราคาไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ส่วนแบ่งของ Food Panda จะเท่ากับ 35 บาท + ภาษีมูลค่าเพิ่ม 2.45 บาท ในขณะที่ส่วนแบ่งของทางร้านจะเป็น 62.55 บาท)
• สอบถามเพิ่มเติมสามารถส่งอีเมลมาได้ที่ partner@foodpanda.co.th
หรือโทรมาที่เบอร์ +662-329-5771 หรืออ่านรายละเอียดข้อสงสัยอื่นๆ ได้ที่ https://www.joinfoodpandath.com/faqth

จะเห็นได้ว่าขั้นตอนในการขอสมัครเป็นพาร์ทเนอร์กับ App Food Delivery นั้นไม่ได้ซับซ้อนยุ่งยากเลย ซึ่งสำหรับร้านอาหารทุกร้านแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับร้านเปิดใหม่ นี่ถือเป็นหนึ่งวิธีการเพิ่มยอดขายให้ร้านค้าได้เป็นอย่างดี ที่เราควรลองศึกษาและเลือกใช้บริการได้กับบริษัทผู้ให้บริการที่เราพอใจ หรือมีความรู้สึกว่าเหมาะกับสไตล์การทำงานของร้านเรามากที่สุด

 

บทความที่เกี่ยวข้อง